สวัสดีครับ...วันนี้ ผมอยากจะมาถามและขอความคิดเห็นจากท่านทั้งหลายว่า ท่านคิดเช่นไร กับประเด็นที่ว่า

"การโคลนนิ่งมนุษย์ เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นพระเจ้า (สำหรับคนศาสนาคริสต์) 

 การโคลนนิ่งมนุษย์ เป็นการกระทำที่ฝืนธรรมชาติ

 การโคลนนิ่งมนุษย์ เป็นการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรม

 และการโคลนนิ่งมนุษย์ อาจนำพาเราไปสู่สังคมมนุษย์ที่มีแต่ความหายนะ อาชญากรรมหรือแม้แต่สงครามระหว่างชนชั้น"

 ซึ่งผมจะขอพูดที่ละประเด็นล่ะกันน่ะครับ...

           "การโคลนนิ่ง เป็นการดูหมิ่นพระเจ้า"

            สำหรับผู้ที่ออกมาต่อต้านการโคลนนิ่งด้วยประเด็นนี้ พวกคนเหล่านั้นให้ความเห็นว่า "การกำเนิดชีวิตของมนุษย์ (หรือแม้แต่สัตว์ทั่วไปก็ตาม) ย่อมล้วนอยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น ที่พระองค์จะมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถให้กำเนิดชีวิตได้" พูดง่ายๆก็คือ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่ทรงประธานชีวิตให้เรามาเกิด

            ผมขอขัดจังหวะนิดนึงน่ะครับ...เผื่อว่าบางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องการโคลนนิ่ง

       หลักการง่ายๆของโคลนนิ่ง(พอสังเขปน่ะครับ) ก็คือ การสร้างตัวอ่อนสิ่งมีชีวิตให้เกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม โดยที่เป็นวิธีการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิต ที่ไม่ต้องอาศัยการปฏิสนธิอีกต่อไป (ไม่ต้องอาศัย sperm ซึ่งหมายถึงไม่ต้องอาศัยเพศชายด้วยเช่นกัน) แต่อาศัยเพียงเซลล์ไข่จากเพศเมีย และเซลล์ร่างกายจากสิ่งมีชีวิตโตเต็มวัยแล้ว มาผ่านกระบวนการโคลนนิ่ง แล้วเอาไปฝังไว้ที่ผนังมดลูกของหญิงที่พร้อมตั้งครรภ์ แล้วก็รอ 9 เดือนเหมือนตั้งครรภ์ทั่วไป จากนั้นเด็กก็จะคลอดออกมา และจะมีร่างกายเหมือนกับทารกปกติทุกประการ 

             ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เราสามารถสร้างชีวิตขึ้นมาได้จากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่เคร่งศาสนาย่อมไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง แล้วท่านคิดว่าไง ?

              "การโคลนนิ่ง เป็นการกระทำที่ฝืนธรรมชาติ"

              สำหรับประเด็นนี้ ผู้ที่ออกมาต่อต้านเขากล่าวว่า "โดยปกติแล้วการให้กำเนิดบุตร ต้องเกิดจากความรักของคู่สามี-ภรรยาที่มีให้กันและกัน และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ไม่ว่าลูกจะหน้าตาขี้เหล่ หรือพิการแต่กำเนิดอย่างไรก็ตาม พ่อแม่ ก็ต้องให้ความรักแก่ลูกเสมอ และพร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกของตนอย่างดีที่สุด แต่หากเทคโนโลยีการโคลนนิ่งสำเร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะสามารถกำหนดได้ว่า เราอยากได้ลูกที่มีหน้าตาแบบไหน อยากให้ลูกมีเชื้อชาติอะไร อยากให้ลูกมีไอคิวเท่าไหร่ หรือแม้แต่ความมีสุขภาพแข็งแรงของลูกที่จะเกิดมา พ่อแม่ก็สามารถที่จะกำหนดได้ ดังนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว มันก็เปรียบได้ว่า ความต้องการของพ่อแม่ที่อยากมีลูกเป็นแบบนู้น เป็นแบบนี้ ซึ่งสามารถกำหนดได้ตามสเป็คที่ต้องการ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากการ ซื้อสินค้าที่เราอยากได้นั่นเอง!!!" แล้วท่านคิดว่าไง ?

              "การโคลนนิ่ง ผิดหลักจริยธรรม"

              สำหรับประัเด็นนี้ ผู้ที่ออกมาต่อต้านก็เนื่องมาจาก การที่มีความเป็นไปได้ในอนาคตว่า เทคโนโลยีการโคลนนิ่งที่สมบูรณ์แบบ จะนำเราไปสู่ การต่ออายุไขของมนุษย์!! แล้วมันจะทำได้อย่างไรหล่ะ ? ได้แน่นอนครับ ซึ่งผมจะอธิบายให้ทราบโดยทั่วกัน "อันดับแรก สิ่งที่มันเป็นไปได้แล้วก็คือ เทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ ของวงการแพทย์ ซึ่งมีความก้าวหน้า จนแทบจะถึงขีดสุดแล้วในปัจจุบัน และตามหลักการแล้ว เราสามารถเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะใหม่ได้ ซึ่งจะมีผลทำให้เป็นการต่อชีวิตของคนไปได้ยาวนานขึ้น เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า อวัยวะเหล่านี้ มันไม่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆตามตลาดนัด สิครับ ในแต่ละปี มีผู้ป่วยรอผ่าตัดมากมาย แต่จำนวนผู้บริจาคมีน้อยนิด แถมยังมีปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของอวัยวะผู้บริจาคกับร่างกายผู้ป่วยอีก นี้แหละคือปัญหาที่เป็นอยู่ในตอนนี้ แต่!! ถ้าเมื่อใดก็ตามที่การโคลนนิ่งในมนุษย์สมบูรณ์แบบแล้ว เขาก็จะเอามาใช้แก้ไขปัญหาข้างต้นได้ โดย มีแนวคิดที่ว่า ถ้าคุณมีเงินมากพอ คุณสามารถที่จะไปทำการโคลนนิ่งตัวคุณเองขึ้นมาได้ แล้วก็เลี้ยงดูมนุษย์โคลนนิ่งของคุณไว้เป็นอย่างดี ไม่ต้องใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ให้อยู่แต่ในบ้าน เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่เมื่อถึงคราวที่คุณป่วย เช่น โรคหัวใจวาย แล้วคุณก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ หมอก็จะเอาคนที่เป็นโคลนนิ่งของคุณมาผ่าหัวใจออก แล้วเอาหัวใจอันนั้นมาใส่ให้คุณแทน ซึ่งมันจะไม่มีปัญหาในเรื่องความเข้ากันไม่ได้ของอวัยวะกับร่างกายอีกต่อไป เพราะ DNA ในเซลล์หัวใจนั้น จะเหมือนของคุณทุกประการ แต่!! นั้นก็หมายความว่า คนที่เป็นโคลนนิ่งของคุณ จะต้องตายแทนคุณ (ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Island ก็จะพอนึกออก) ทั้งๆที่...คนๆนั้นเกิดมา เขาสามารถที่จะพูดคุย หัวเราะ ร้องไห้ มีความรัก รู้จักการแบ่งบัน เหมือนกับคนปกติทั่วไปอย่างผมและคุณ แต่สุดท้ายแล้ว เหตุผลเดียวที่เขาต้องถูกโคลนขึ้นมาก็เพื่อ เป็นแหล่งอวัยวะสำรอง และจุดหมายของชีวิต ก็คือ การตายแทนคนอีกคนเท่านั้นเอง " และนี่เองก็เป็นข้อกังขาที่ว่า ตกลงมนุษย์ที่ถูกโคลนขึ้นมาจะมีฐานะเป็น "คน" เหมือนกับเราหรือไม่ หรือจะมีฐานะเป็นเพียงแค่ "ทรัพย์สิน" เท่านั้น....แล้วท่านคิดว่าไง ?

              "การโคลนนิ่ง กับปัญหาสังคม"

              อันนี้ผมขอแตกเป็นประเด็นย่อยน่ะครับ

              1) ปัญหาด้านอาชญากรรม สมมติน่ะครับ ถ้ามีผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อสังคม แอบเอา DNA ใครก็ไม่รู้ไปโคลนนิ่ง แล้วเอามนุษย์ที่โคลนนิ่งนั้น ไปก่อการอาชญากรรม พอตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ แล้วเก็บตัวอย่าง DNA ไป ปรากฏว่ามันก็จะไปตรงกับ DNA ของคนที่เป็นต้นฉบับด้วย คราวนี้ก็จะเกิดการจับกุมผู้ร้ายผิดคน ไอ้คนบริสุทธิ์ที่โดนเอา DNA ไปโคลนก็เลยซวยไปซะอย่างงั้น นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาที่อาจเกิดจากการ แอบอ้าง หรือ หลอกลวง เพื่อผลประโยชน์อีกมากมาย

              2) ปัญหาด้านชนชั้น แน่นอนครับว่า การโคลนนิ่ง สามารถที่จะทำให้เราเป็นผู้กำหนดได้ว่า จะให้เด็กที่เกิดขึ้นมา มีลักษณะเป็นเช่นไร ซึ่งเรื่องนี้ถูกนำไปวิเคราะห์กันว่า จะนำไปสู่การคัดเลือกสายพันธุ์มนุษย์ หากใครมีเงินมากพอหรืออาจเป็นพวกคนที่อยู่ในสังคนชั้นสูง มีฐานะ คนพวกนี้ก็จะพยายามให้กำเนิดบุตรที่มีความฉลาด มีไอคิวสูงๆ และเมื่อปล่อยให้เป็นเช่นนี้ในเวลาผ่านไปประมาณ 3-4 ชั่วคน ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาการแบ่งแยกชนชั้นระหว่างคนฉลาดกับคนโง่ (ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอังกฤษ) แล้วท่านคิดว่าไง ?

             แต่โดยส่วนตัวแล้ว ในความคิดของผม คิดว่า "ถึงแม้อาจจะมีกลุ่มคนในสังคม ออกมาต่อต้านด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ก็ตาม  แต่ผมก็ยังเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว การโคลนนิ่งมนุษย์ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นในอนาคต เพราะอย่างไรก็ตาม เมื่อความรู้ ความเข้าใจของคนมีมากขึ้น และถ้ายิ่งพวกเขาได้เห็นแล้วว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณค่ามหาศาล สุดท้ายความกลัวของคน ก็จะเลือนหายไปเอง และเมื่อนั้น เราก็จะไม่รู้สึก อคติกับมันอีกต่อไป เพราะในสักวันหนึ่งเทคโนโลยีการโคลนนิ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ตลอดไป..."  แล้วท่านคิดว่าไง ?

 

  

 

By : Jemmy Aood 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

edit @ 12 May 2010 22:56:13 by Jemmy Aood

ผมสงสายย....สงสัย...ใครรู้ช่วยตอบที ???

       จากความรู้ในชีววิทยา ที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า หน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต คือ " เซลล์ "

แต่คุณๆ ท่านๆ เคยลองนั่งคิดกันดูรึป่าวว่า แล้วทำไม เซลล์หลายๆเซลล์อยู่ดีๆมันก็มารวมกัน มาทำงานร่วมกัน และประกอบขึ้นเป็นเนื้อเยื่อ เป็นอวัยวะ หรือ เป็นระบบขึ้นมาได้

       ถ้าเราลองพิจารณาดูในเรื่องร่างกายของมนุษย์และร่างกายของสิ่งมีชีวิตอย่างเช่นพวกสัตว์ชั้นสูงแล้ว ท่านก็จะเห็นว่า การที่ร่างกายจะสามารถดำรงอยู่ได้นั้น ย่อมต้องอาศัยและพึ่งพาจากการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายที่ต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

       เพื่อให้ท่านเห็นภาพ ผมจะยกตัวอย่างเช่น การย่อยอาหารของคนเรา ที่ต้องผ่านตั้งแต่ปากไปจนถึงลำไส้เล็กนั้น มันต้องมีกระบวนการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการย่อยเชิงกล ที่ลิ้นกับฟันต้องทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี ต่อมาย่อยเชิงเคมี ที่ต้องมีการหลั่งเอนไซม์ ออกมาและไม่ใช่หลั่งแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องหลั่งให้ถูกอย่างเฉพาะเจาะจงด้วย รวมทั้งการบีบตัวของหลอดอาหาร ( Peristalsis )  ที่ต้องอาศัยเซลล์กล้ามเนื้อหลายแสนเซลล์ในการช่วยกันทำงานให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

       คำถาม : แล้วเซลล์มันช่วยกันทำงานได้อย่างไร ทั้งๆที่เซลล์ก็ไม่มีสมอง ?

       เซลล์นั้น ไม่มีความคิด ไม่มีความจำ ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย ทำได้แค่เพียงแลกเปลี่ยนสารเข้าออกเท่านั้น แต่เมื่อมันมาอยู่รวมกันเป็นล้านๆเซลล์ จนเป็นร่างกาย ทำไมมนุษย์ถึงสามารถทำอะไรต่างๆได้มากมาย และถ้าหากจะบอกว่าการทำงานของร่างกายนั้น เป็นผลมาจากการสั่งการของสมอง แล้ว สมองไม่ใช่เพียงแค่เซลล์หลายๆเซลล์ที่มาอยู่รวมกันหรือครับ

       อะไรคือ สิ่งที่ทำให้เซลล์เหล่านี้ทำงานร่วมกันได้ ช่วยบอกที.... 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

edit @ 12 May 2010 22:56:33 by Jemmy Aood

ดีใจสุดขีด...ที่ได้เจอกับ อ.อุ๊ ตัวจริง

        วันนี้หลังเรียนเคมีรอบบ่ายเสร็จที่อาคารวรรณสรณ์สาขา พิษณุโลก ผมก็ลังเลใจว่าจะกลับบ้านเลย ดีรึป่าว...

แต่ผมก็กะว่าอยากนั่งตากแอร์เล่นในนั้นสักพัก...ปรากฏว่า โชคดีจริงๆที่ผมเลือกที่จะอยู่ต่อ เพราะหลังจากนั้น

ไม่นาน ผมก้ต้องตกใจและดีใจแทบช๊อค เมื่อเห็น อ.อุ๊ ตัวจริงเดินเข้ามาในอาคาร ผมนี่รู้สึกตื่นเต้นมาก

        พอมองไปดูคนอื่นๆก็มีอาการคล้ายๆกัน....

คิดดูสิครับว่า ถ้าเป็นเด็ก กทม. ก็อาจรู้สึกเฉยๆที่ได้เห็น อ.อุ๊ ตัวจริงโดยเฉพาะ คนที่เรียนรอบสด

แต่นี่เด็กพิดโลก ที่มาเรียน แทบไม่มีใครเคยเห็น อ.อุ๊ ตัวจริงเลย....

         ผมเลยเดินเข้าไปยกมือไหว้สวัสดีอย่างงามๆ ก่อนที่จะให้ อ.อุ๊ เขียนอวยพรลงในหนังสือที่เรียนให้ (ตอนนี้เรียนเรื่อง กรด - เบสอยู่) ขอให้ Ent. ติด (แหะๆ)...

         จากนั้นก็ขอถ่ายรูปคู่กะ อ.อุ๊ อีก ก่อนจะพูดคุยกันอีกเล็กน้อย แล้วผมค่อยเดินออกไป... เพราะต้องรีบหน่อย เนื่องจากยังมีเด็กอีกหลายคนที่ต่อแถว เข้าคิวอยู่ เพื่อที่จะรอให้ อ.อุ๊ เขียนคำอวยพรให้ เรียกได้ว่า...

อ.อุ๊ นี่ มีแฟนคลับเป็นเด็กที่มาเรียน เยอะเหมือนกับดาราเลยก็ว่าได้....

         สุดท้ายนี้ เอารูปที่ถ่ายกับ อ.อุ๊ มาอวดให้ดูคร๊าบบบ 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

edit @ 12 May 2010 22:56:47 by Jemmy Aood